“อินโนพาวเวอร์” กางแผนลงทุนปี2568 รุกขยายธุรกิจโซลูชัน “เทคโนโลยีพลังงาน – MOBILITY”

ผู้ชมทั้งหมด 99 

“อินโนพาวเวอร์” ตั้งเป้ารายได้ปี2568 โต 38% จากปี2567 แตะ 400 ล้านบาท เร่งแผนดึงรายย่อย-ประชาชนร่วมลดคาร์บอน รองรับดีมานด์ไฟฟ้าสะอาดโตต่อเนื่องตามเทรนด์โลก หวังช่วยสนับสนุนการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมรวมราว 4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

จากข้อมูลคาดการณ์เทรนด์ตลาด Climate Tech (เทคโนโลยีและนวัตกรรม) ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 20,300 ล้านดอลลาร์ฯ ในปี 2566 และจะเติบโตขึ้นราว 24.5%ต่อปี หรือเพิ่มเป็น 183,000 ล้านดอลลาร์ฯในปี 2576 และเทรนด์การใช้พลังงานของโลก โดยปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่เชื่อมกับระบบสายส่ง ที่จะมีความต้องการใช้(ดีมานด์) ยังเติบโตขึ้นต่อเนื่องไปจึงปี 2593 ที่จะมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนถึง 50% แต่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะมีอัตราการเติบโตที่ช้ากว่า แต่ยังคงมีการเติบโตขึ้นจากปี 2566 ที่ใช้พลังงานหมุนเวียนราว 10% จะเพิ่มเป็น 20% ในปี 2573  

รวมถึงเทรนด์การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในไทย ที่มีปัจจัยผลักดันจากมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน(CBAM),ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงภูมือากาศ, ภาษีคาร์บอน,มาตรการส่งเสริมทางภาษีจากBOI,เป้าหมาย Net Zero ขององค์กร,การตื่นตัวของประชาชนและความต้องการพลังงานสีเขียวที่เพิ่มขึ้น และโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ประกอบกับมีปัจจัยท้าทาย เช่น สถานการณ์การเมือง,การเปลี่ยนแปลงผู้นำของสหรัฐฯ,การชะลอตัวของเศรษฐกิจ,ความกังวลด้านต้นทุน ทำให้การปรับตัวตามนโยบายช้าลง เช่น SME

ปัจจัยเหล่านี้ ทำให้ บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด (INNOPOWER Company Limited) ที่จัดตั้งขึ้นภายใต้ความร่วมมือของ 3 พันธมิตรด้านพลังงานไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (RATCH) และบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (EGCO) เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจครบวงจรด้านการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาด โดยการให้คำปรึกษา การบริหารจัดการเพื่อสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจ การพัฒนานวัตกรรมทางด้านพลังงาน (Future of Energy) ธุรกิจยานยนต์แห่งอนาคต (Future of Mobility) รองรับการเปลี่ยนผ่านยานยนต์สันดาปไปสู่ยานยนต์เชื้อเพลิงสะอาด รวมทั้งการลงทุนในความยั่งยืน จะต้องเร่งปรับตัว “เดินหน้าสู่การเป็นผู้นพันธมิตรพิชิตคาร์บอนเพื่อทุกคน”

นายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด  เปิดเผยว่า แนวโน้มการดำเนินงานของบริษัทในปี 2568 ได้วางเป้าหมายรายได้รวมไว้ที่ 400 ล้านบาท ขยายตัวประมาณ 38% เมื่อเทียบกับปี 2567 และจะเพิ่มพันธมิตรธุรกิจได้มากกว่า 30% หรือ ประมาณ 150 ราย จากปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 115 ราย โดยจะขยายกลุ่มเป้าหมายสู่กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมเพิ่ม ซึ่งจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่ม 1.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากยอดสะสมตั้งแต่ปี 2565 จะรวมลดคาร์บอนได้ราว 4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

โดยบริษัทยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์ ‘พันธมิตรพิชิตคาร์บอน’ ซึ่งเน้นการเป็นพันธมิตรที่ช่วยให้ลูกค้าลดคาร์บอนอย่างยั่งยืน โดยครอบคลุมความต้องการของลูกค้าแบบครบวงจร (End-to-End Solution)โซลูชันใหม่ที่บริษัทเปิดตัวในเดือนมกราคม คือ ธุรกิจที่ปรึกษาและบริการด้าน Decarbonization ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสนับสนุนกลยุทธ์ โดยให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ครอบคลุมตั้งแต่ การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การวางกลยุทธ์การลดการปล่อยก๊าซ การทวน และการให้คำปรึกษาด้านพลังงาน เพื่อสนับสนุนองค์กรต่าง ๆ ในการบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ในเดือนมีนาคมนี้ บริษัทจะเปิดตัวธุรกิจ REC Aggregator ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการตรวจรับรอง REC เพื่อรองรับทั้งผู้ใช้ทั่วไปและธุรกิจที่ติดตั้ง Solar Rooftop โดยผู้เข้าร่วมโครงการนี้จะสามารถแปลงปริมาณไฟฟ้าสะอาดที่ผลิตได้เป็น REC ผ่านแพลตฟอร์มของบริษัท ซึ่งช่วยให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการใช้พลังงานสะอาดผ่านการซื้อขายในตลาดพลังงานหมุนเวียน โดยบริษัทได้ร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อขยายการรับรู้และเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแพลตฟอร์ม พร้อมตั้งเป้าหมายเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถใช้งานได้

นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดตัวธุรกิจการซื้อขายและบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า โดยต่อยอดจากความเป็นผู้นำด้าน REC โดยคาดว่าในไตรมาสที่ 3 จะเปิดบริการ Carbon Credit Aggregator ซึ่งบริษัทจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรวบรวมคาร์บอนเครดิตจากการชาร์จไฟฟ้าจากเครื่องชาร์จไฟฟ้ากระแสตรง (DC Charger) และนำไปซื้อขายในตลาดคาร์บอน

โดยในเฟสต่อไปของโครงการ มีแผนที่จะต่อยอดสู่ผู้ใช้รถ EV โดยทุกระยะทางการขับขี่จะสามารถแปลงเป็นคาร์บอนเครดิตและนำไปขายได้ ซึ่งโครงการนี้จะช่วยทำให้การเข้าถึงพลังงานสะอาดเป็นเรื่องง่ายและใกล้ตัวทุกคนมากขึ้น โดยมุ่งเน้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ในเชิงธุรกิจเท่านั้น

ปีนี้ คาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 600-700 ล้านบาท เน้นการลงทุนในสตาร์อัพ เพื่อเสริมสร้างเทคโนโลยีที่แตกต่างซึ่งจะเป็นการสร้างจุดแข้งในกับธุรกิจ รวมถึงจัดสรรเงินลงทุนเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ตลอดจนการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตธุรกิจ ENERGY SOLUTION (โซลูชันด้านเทคโนโลยีพลังงาน) และธุรกิจ MOBILITY SOLUTION ซึ่งในปีนี้ คาดว่า การเติบโตของรายได้จะมาจากธุรกิจ ENERGY SOLUTION และธุรกิจ MOBILITY SOLUTION ที่เพิ่มขึ้น ส่วนธุรกิจREC ในส่วนหน่วยการขายอาจเพิ่มขึ้นแต่ราคาอาจถูกลง เนื่องจากมีการแข่งขันในตลาดสูง ขณะที่กำไรของบริษัท ปีนี้คาดว่าจะโตขึ้นต่อเนื่อง อยู่ในระดับ 15-20 ล้านบาท จากปีก่อนที่เริ่มมีกำไร ประมาณ 5 ล้านบาท

ทั้งนี้ การขยายบริการด้าน Decarbonization ไปสู่รายย่อยจะช่วยเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดเทคโนโลยีพลังงานที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และด้วยกลยุทธ์ ‘Decarbonization Partner’ บริษัทมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในตลาดคาร์บอนต่ำและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน

นายอธิป กล่าวว่า ในอนาคตจะนำบริษัท เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อต่อนำเงินไปต่อยอดการเติบโตของธุรกิจหรือไม่นั้น เรื่องนี้อยู่ที่การพิจารณาของคณะกรรมการของบริษัทและผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่การจะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯนั้น เบื้องต้น คาดว่าต้องใช้เวลาปีประมาณ 3 ปี บริษัทถึงจะมีพร้อมในการเข้าระดมทุนได้

สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2567 พบว่า การผลักดันแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economic & Society)ของกลุ่มประเทศผู้นำเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ตลาดของการรับรองพลังงานหมุนเวียนและไฟฟ้าสีเขียวภายในไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด และส่งผลดีต่อผลการดำเนินงานของบริษัท โดยในปี 2567 เบื้องต้นบริษัทมีรายได้รวม 288.9 ล้านบาท ขยายตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า 92% และเริ่มมีกำไรสุทธิแล้ว ซึ่งเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ 1 ปี

โดยผลประกอบการที่เติบโตมาจากผลิตภัณฑ์หลัก 3 โซลูชัน ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างรายได้ ได้แก่ (1) การซื้อขายใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) (2) โซลูชันด้านเทคโนโลยีพลังงาน เช่น ธุรกิจให้บริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar EPC) และ (3) โซลูชันด้าน Mobility เช่น ธุรกิจให้บริการยานยนต์ไฟฟ้า (EV Fleet) และ ธุรกิจติดตั้งเครื่องชาร์จไฟฟ้าครบวงจรที่ตอบสนองความต้องการพลังงานสะอาดและสอดคล้องกับกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้เชิงบวกที่แสดงให้เห็นว่าบริษัทกำลังก้าวเดินอยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง เพื่อรองรับโอกาสและความท้าทายในตลาดเทคโนโลยีพลังงานที่กำลังเติบโต