GPSC เตรียมพิจารณาเพิ่มทุนโครงการ ERU หรือไม่ มั่นใจผลตอบแทนยังคุ้มค่า

ผู้ชมทั้งหมด 110 

GPSC เตรียมพิจารณาเพิ่มทุนในโครงการ ERU หรือไม่ หลังบอร์ดTOP ตัดสินใจเพิ่มทุนโครงการ CFP เบื้องต้นยังยึดกรอบวงเงินเดิมไปก่อน มั่นใจผลตอบแทนการลงทุนยังเป็นไปตามแผน หวังปี 2568 ผลการดำเนินงานโตต่อเนื่อง หลังเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการต้นทุนเชื้อเพลิงและต้นทุนการเงิน คาด ผลการศึกษาพัฒนาเทคโนโลยี SMR ที่ร่วมมือกับ Seaborg ได้ความชัดเจนไตรมาส 2 ปีนี้

น.ส.สุกิตตี ไชยรักษ์ ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสการเงินองค์กรและนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เปิดเผยในงาน Oppday year-end 2024 GPSC วันที่ 26 ก.พ.2568 โดยระบุว่า ความคืบหน้าเกี่ยวกับการเข้าซื้อหน่วยผลิตไฟฟ้า (Energy Recovery Unit : ERU) จาก บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)  หรือ TOP ปัจจุบันการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว 95% ซึ่งโครงการERU จะใช้เงินลงทุนอยู่ที่ 757 ล้านดอลลาร์ฯ ปัจจุบัน GPSC ได้ใช้เงินลงทุนไปแล้ว 15% หรือประมาณ 96 ล้านดอลลาร์ฯ และส่วนที่เหลือจะชำระต่อเมื่อทาง TOP ส่งมอบงานแล้ว โดยโครงการนี้ มีแผนเลื่อนเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์(COD) ไปเป็นปี 2572 

อย่างไรก็ตาม ทางบอร์ดTOP ได้พิจารณาอนุมัติเพิ่มทุนในโครงการ CFP แล้ว แต่ในส่วนของ GPSC ยังต้องรอการพิจารณาของบอร์ดก่อนว่าจะเพิ่มทุนหรือไม่ แต่เบื้องต้นมั่นใจว่า การเพิ่มเงินลงทุนในโครงการพลังงานสะอาดของ TOP ไม่ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนการลงทุนในโครงการ  ERU ฉะนั้น หากมีความชัดเจนออกมาจากบอร์ด GSPC แล้วก็คาดหมายว่า โครงการนี้อาจจะต้องใส่เงินอีกก้อน ตามกรอบวงเงินเดิม หรือ ประมาณ 2 หมื่นล้านบาทในปี 2572

ส่วนทิศทางการลงทุนในปี 2568 คาดว่า อัตราค่าไฟฟ้าอัตโนมัติผันแปร(Ft) จะเพิ่มขึ้นในกรอบ 19 – 36.72 สตางค์ต่อหน่วย ขณะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงราคาก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น อยู่ที่ 330-340 บาทต่อล้านบีทียู ราคาถ่านหินคงที่หรือลดลง อยู่ที่ 120-130 ดอลลาร์ต่อตัน และอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาททรงตัว ระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยบริษัท จะยังคงรักษาประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าได้ แม้ว่าค่าFt จะลดลงแต่ยังบริหารจัดการได้ รวมถึงต้นทุนทางการเงินของบริษัทในปีนี้จะลดลงตามการบริหารต้นทุนทางการเงิน และการปรับพอร์ตการลงทุนในสมดุลมากขึ้น และในปีนี้ จะดำเนินการเรื่องของ ebitda uplift ที่จะส่งผลให้การบริหารจัดการผลประกอบการเป็นไปตามแผน

สำหรับงบลงทุนในปี 2568 ส่วนใหญ่จะเป็นค่าใช้จ่ายบริหารจัดการทั่วไป เช่น การซ่อมบำรุง และงบลงทุนในโครงการลงทุน เช่น อินเดีย คาดว่าจะไม่ได้ใช้งบลงทุนแล้วเนื่องจากเป็นการขยายการงทุนในลักษณะแพลตฟอร์มซึ่งจะมี EBITDAนำมาต่อยอดการเติบโตได้ โดยงบลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในประเทศอินเดียของบริษัท อวาด้า เอนเนอร์ยี่ ไพรเวท จำกัด (Avaada Energy Private Limited) หรือ AEPL ช่วง 4ปี (2568-2571) จะอยู่ที่ปีละ 3,000 ล้านบาท เพื่อใช้สำหรับการซ่อมบำรุงเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม บริษัท ยังคงมองหาโอกาสขยายการลงทุนในอินเดียเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นประเทศที่มัอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสูง

ขณะเดียวกัน บริษัท มีสถานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีกระแสเงินสด ณ สิ้นปี 2567 อยู่ที่ 25,492 ล้านบาท พร้อมสำหรับรองรับการลงทุนในอนาคต

นอกจากนี้ GPSC ได้เตรียมความพร้อมการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) โดยได้ร่วมมือกับ บริษัท Seaborg Technologies ApS ผู้พัฒนาเทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) ขนาดเล็ก ประเทศเดนมาร์ก ทำการศึกษาความเป็นไปได้ และคาดว่าจะได้ผลการศึกษาที่ชัดเจนในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้