ผู้ชมทั้งหมด 602
จากจุดเริ่มต้นในสายงานเทรดดิ้ง ปตท. สู่การก้าวขึ้นเป็นผู้นำ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ของ “ดิษทัต ปันยารชุน“ ภายใต้ บทบาทประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ CEO OR ตลอดระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 2 ปี 12 วัน โดยได้มุ่งมั่นวางรากฐานสำคัญขององค์กรผ่านแนวคิด RISE OR ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ (R – Result-oriented) การตัดสินใจอย่างชาญฉลาด (I – Intelligence) การร่วมกันทำร่วมกันเติบโต (S – Synergy) และการสร้าง Mindset แห่งความเป็นเจ้าของธุรกิจ (E – Entrepreneurship)
พร้อมผลักดันการเปลี่ยนแปลงในการทำงานขององค์กร โดยส่งเสริมให้บุคลากรก้าวออกจาก Comfort Zone ที่จำกัดอยู่ในพื้นที่ความถนัดเดิม สู่ Growth Zone ที่เปิดรับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพใหม่ ๆ และวางกลยุทธ์การพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในทุกมิติ ทั้งด้านโครงสร้างการดำเนินงาน การเตรียมโครงสร้างความพร้อมสำหรับบุคลากรใน OR การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพทั้งภายในและภายนอกองค์กร และการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยเฉพาะการผลักดันให้เกิด Digital Transformation ด้วยการเป็นบริษัทแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่บูรณาการการจัดการระหว่างธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกด้วยระบบ SAP S/4HANA ใน 2 อุตสาหกรรม
พร้อมพัฒนาระบบติดตามและควบคุมการดำเนินงานแบบศูนย์รวม (Dashboard Control Tower) ที่ช่วยให้มองเห็นภาพรวมการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่อุปทานและเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ รวมถึงต่อยอดสู่การพัฒนาสู่ธุรกิจใหม่ ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มจากข้อมูลทางธุรกิจ โดยร่วมมือกับพันธมิตร

นายดิษทัต เล่าว่า ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี ทสิ่งที่ดำเนินการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดใน OR คือ ธุรกิจ Lifestyle ซึ่งได้มีการทบทวนพอร์ตโฟลิโอธุรกิจ โดยตัดธุรกิจที่ไม่สร้างผลประกอบการที่ดีออกไปผ่านการประกาศยุติการลงทุนใน “เท็กซัส ชิคเก้น” และ Flash Express ซึ่งขณะนี้ ยังมีอีก 5-6 ธุรกิจ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา เช่น ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น ชื่อ Kouen,ธุรกิจร้านคาเฟ่ อเมซอน ในประเทศจีน,แอปพลิเคชัน FIXX ธุรกิจที่ช่วยดูแลและซ่อมบำรุงยานยนต์ครบวงจร และการลงทุนใน longtunman ที่เป็นลักษณะของกองทุน Venture Capital (VC)
ขณะที่การลงทุนใน “ORBIT Digital” ที่ทำ Big Data เก็บฐานลูกค้า Blue Card เครือข่าย PTT Station และ Café Amazon เพื่อต่อยอดธุรกิจเป็นผู้นำด้านดิจิทัลในอุตสาหกรรมค้าปลีก จะยังเดินหน้าต่อไป แต่จะต้องทบทวนในรายละเอียดของพอร์ตว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการสร้างมูลค่า และผลักดันการเติบโตจนสร้างเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯได้ นอกจากนี้ ในส่วนของ “ORZON Ventures” ควรจะต้องมีอยู่ เพื่อใช้สำหรับการมองหาโอกาสการเข้าไปลงทุนในธุรกิจใหม่ เป็นต้น
นอกจากนี้ ในส่วนของเปิดร้าน found&found แบรนด์เฮลท์แอนด์บิวตี้รีเทลรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรักสุขภาพและความงาม เชื่อมั่นว่า จะเป็นธุรกิจที่สร้างการเติบโตให้กับ OR ในอนาคต โดยวางแผนขยายเป็น 10 สาขาในปี 2568 และในช่วงไตรมาส1 ปีหน้า คาดว่าจะเห็นภาพการเติบโตได้ ผ่านการลงทุนร่วมกับพันธมิตรรายใหม่ ที่จะเกิดผลลัพธ์การลงทมุนได้ชัดเจน
“ปีหน้า OR จะเติบโตอย่างแน่นอน หลังจากปีนี้ ได้ CUT LOSS ธุรกิจที่ไม่สร้างผลกำไรออกไปแล้วและอยู่ระหว่างการพิจารณาอีก 5-6 ตัว ซึ่งการบริหารพอร์ตโฟลิโออย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ EBITDA Margin ปรับเพิ่มขึ้นจาก 27% เป็น 30% ในปี 2568 แต่OR จะเติบโตได้แข็งแกร่งในอนาคต จะต้องผลักดันให้เกิดการลงทุนในธุรกิจขนาดใหญ่ ปัจจุบันก็มีเจรจาอยู่ 2-3 ตัวใหญ่ น่าจะเห็นความชัดเจนในปีหน้า และก็ต้องฝากให้ CEO คนใหม่ เป็นผู้สานต่อในเรื่องนี้ โดยมองว่า หาก OR จะเติบโตอย่างยั่งยืน จะต้องมีสัดส่วน EBITDA Margin จากธุรกิจ Lifestyle เพิ่มเป็น 50% จาก 30% แม้ว่าธุรกิจน้ำมันจะมีความเสี่ยง แต่ก็เชื่อว่าจะยังอยู่ได้อีกไม่ต่ำกว่า 15 ปี”

ส่วนการลงทุนในธุรกิจ Global แม้ว่าจะสร้างกำไรได้ปีละประมาณ 600-700 ล้านบาท แต่เชื่อมั่นว่าในอนาคตจะสามารถสร้างการเติบโตได้สูงกว่า ดังนั้น ในปีหน้า คาดว่า จะเห็นการขยายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้ง Marine Terminal และสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ที่ถนนหุนเซนบูเลอวาร์ด กัมพูชา ที่เปรียบเสมือนบ้านหลังทมี่สองของOR เพราะยังมีศักยภาพการเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะในธุรกิจน้ำมัน ซึ่งในอนาคตโรงกลั่นไทยออยล์ ของกลุ่มปตท.จะมีการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันจากโครงการพลังงานสะอาด(CFP) ฉะนั้น OR จะต้องขยายตลาดการค้าน้ำมันออกไปยังเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างการเติบโตให้กับกลุ่ม ปตท. ควบคู่กับการต่อยอดโครงการ Project ONE ในประเทศฟิลิปปินส์ หรือ PTTPC ที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งภายในกลุ่ม ปตท. นอกจากนี้ยังขยายโอกาสทางธุรกิจสู่เวียดนาม ผ่านการสร้างฐานธุรกิจ LPG แห่งใหม่
ขณะที่ ใน สปป.ลาว แม้จะมีปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน แต่เชื่อมั่นว่า ในปีนี้จะสร้างการเติบโตในระดับเป็นหลักร้อยล้านบาทได้ อีกทั้งในอนาคตจะขยายแหล่งจัดหาเมล็ดกาแฟใน สปป. ลาวเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

ด้านธุรกิจ Mobility ได้สร้างการเติบโตผ่านการเป็น Thailand Mobility Partner ที่ขยายเครือข่าย EV Station PluZ ให้ครอบคลุม 77 จังหวัด ซึ่งการลงททุนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา OR เข้าไปสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรอบรับการเติบโต แต่เชื่อว่า ภายในไม่เกิน 2 ปีจากนี้ จะเห็นผลตอบแทนการลงทุนที่คุ้มทุนได้ หรือ อย่างเร็วในปีหน้า
นอกจากนี้ ยังผลักดันการใช้เชื้อเพลิงการบินแบบยั่งยืน (SAF) ร่วมกับการบินไทย เวียตเจ็ทแอร์ และบางกอกแอร์เวย์ส ซึ่งคาดว่าช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.ปี2568 จะมีการเซ็นสัญญากับพันธมิตรเพิ่มเติมอีกราย โดยธุรกิจนี้เป็นเรื่องที่ OR จะต้องดำเนินการต่อไปเพื่อให้สอดรับกับทิศทางของธุรกิจในอนาคตที่มุ่งเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งปรับ Mode การขนส่งโดยเพิ่มการใช้ขนส่งทางท่อแทนทางรถยนต์หรือรถไฟ เพื่อการบริหารจัดการด้านระบบ Logistic ให้ Optimization มากที่สุด
อีกทั้ง ยังได้พัฒนา Retail Mixed-Use Platform รูปแบบใหม่ผ่าน PTT Station Flagship ที่มีธุรกิจ Non-oil ถึง 80% และต่อยอดสู่ OR Space ที่มุ่งเน้นธุรกิจ Non-oil 100% รองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค ควบคู่ไปกับความสำเร็จในธุรกิจไลฟ์สไตล์ โดย Café Amazon ทำยอดขายกว่า 1 ล้านแก้วต่อวัน ฉะนั้น จึงได้อนุมัติให้มีการลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตแก้ว เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจในอนาคตด้วย

รวมถึง การขยายความแข็งแกร่งให้ธุรกิจต้นน้ำผ่าน Café Amazon Park ที่ จ. ลำปาง และการเปิดจุดรับซื้อและโรงแปรรูปเมล็ดกาแฟที่ อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ที่ได้รับซื้อเมล็ดกาแฟจากเกษตรกรชุมชนในพื้นที่แล้วกว่า 370 ตัน ซึ่งนอกจากจะเป็นโรงงานแปรรูปเมล็ดกาแฟต้นแบบแล้ว ยังสร้างการเติบโตร่วมกับชุมชนตามแนวทาง OR SDG ด้วยการพัฒนาระบบ KALA Application เพื่อรวบรวมข้อมูลเกษตรกร พื้นที่ปลูก และคุณภาพเมล็ดกาแฟ
สำหรับงบลงทุนของ OR ในปี 2568 นั้น ยังต้องรอนำเสนอที่ประชุมบอร์ดOR ในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ ซึ่งจะเห็นภาพแผนการลงทุนระยะ 5 ปีของ OR ที่ชัดเจนขึ้น
“อยากฝากถึงพนักงาน OR นอกจากเป็นคนเก่งแล้ว ต้องเป็นคนดี มีคุณธรรม เพราะ OR เป็นองค์กรใหญ่ มีอำนาจจัดซื้อจัดจ้างต้องระวังคนที่จะเข้ามาผลประโยชน์ ฉะนั้น OR จะอยู่รอดได้แข็งแกร่ง ต้องมี Leadership สูงๆ”
ทั้งนี้ มติบอร์ดOR เมื่อวันที่ 30 พ.ย.2567 เห็นชอบตั้ง “หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่” ดำรงตำแหน่ง CEO OR คนใหม่ แทน “ดิษทัต ปันยารชุน” ที่เกษียณอายุครบ 60ปี ใน วันที่ 11 ธันวาคมนี้